โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) บ้านฟ้าห่วน http://www.fahuan2553.com

(ตัวอย่าง)

การประเมินโครงการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก 

โรงพยาบาลท่ายาง  จังหวัดเพชรบุรี  ปี 2551

 

1.  หลักการและเหตุผล 

โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  จากรายงานในปี 2544 พบว่า ใน 10 ประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์นั้น ประเทศไทย  อินโดนีเซีย  และเมียนมาร์  มีการระบาดของโรคดังกล่าวสูงมาก   และสถานการณ์ในประเทศอินเดีย  และศรีลังกา  อยู่ในระดับปานกลาง  แต่ระหว่างเดือนกันยายน - ตุลาคม  2539  ได้เกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออกครั้งใหญ่ที่เมืองเดลี  ประเทศอินเดีย  โดยพบผู้ป่วย 8,866 ราย  เสียชีวิต 378 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 4.3 ของผู้ป่วยโรคนี้ (สำนักควบคุมโรคไข้เลือดออก , 2544)

            สำหรับประเทศไทยปัญหาไข้เลือดออกมีมานานกว่า 30 ปีและพบการระบาดมากในช่วงเดือนพฤษภาคม - กันยายน ของทุกปี  และพบผู้ป่วยสูงสุดในช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคมของทุกปี  อัตราป่วยและอัตราตายของโรคไข้เลือดออก 6 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2540 - 2545  มีอัตราป่วยดังนี้ คือ 167.21 , 211.42 , 40.32 , 30.14 , 225.16 และ 174.78 ต่อประชากรแสนคน  ตามลำดับ  และอัตราป่วยตาย คือ 0.25 , 0.33 , 0.23 , 0.17 , 0.18 และ 0.16 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ (สำนักระบาดวิทยา , 2545)

            สำหรับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกของจังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่ปี 2541 - 2545 พบผู้ป่วยมากกว่า 400 รายต่อปี  โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยเรียน อายุระหว่าง 5 -14 ปี ถึงร้อยละ 70 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา   ในปี 2544 มีอัตราป่วยสูงสุดถึง 203.9 ต่อประชากรแสนคน  สำหรับปี 2545 (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2544 - 30 ตุลาคม 2545) พบผู้ป่วยจำนวน 453 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 99.1 ต่อประชากรแสนคน  มีรายงานผู้ป่วยตาย 1 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 0.22  และเมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ป่วยในช่วงเวลาเดียวกัน  พบว่าในปี 2545 พบผู้ป่วยน้อยกว่า ปี 2544 ถึง 1 เท่า (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี , 2545)

            สำหรับพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลท่ายางจังหวัดเพชรบุรี ในปี 2545 (ตั้งแต่ 1 มกราคม - 30 พฤศจิกายน) พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจำนวน 14 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 123.14 ต่อประชากรแสนคน  โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น อายุระหว่าง 15 - 19 ปี จำนวน 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 57.14  รองลงมาคือ เด็กวัยเรียน อายุระหว่าง 5 - 9 ปี จำนวน 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 28.57  โดยไม่มีรายงานผู้ตาย  (โรงพยาบาลท่ายาง , 2545)   อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้สถานการณ์โรคไข้เลือดออกยังไม่สงบ  โดยยังพบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกในภาพรวมทั้งจังหวัดเพชรบุรี และในพื้นที่อำเภอท่ายาง  รวมทั้งในพื้นที่ ม.1 - ม. 5 ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลท่ายาง อยู่เรื่อย ๆ  ซึ่งคาดว่าจะมีการระบาดต่อไปจนถึงปลายปี 2546 ถ้าไม่มีการป้องกันและควบคุมโรคที่ดีรวมทั้งการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่องและให้ครอบคลุมทุกหลังคาเรือนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนต้องตระหนักและเห็นความสำคัญของอันตราย และวิธีป้องกัน ควบคุมโรคไข้เลือดออก   โรงพยาบาลท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีจึงได้ทำโครงการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก เพื่อปัญหาการระบาดของโรค  โดยเน้นการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกัน  ควบคุม และเฝ้าระวังโรค  ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็กเล็ก และเด็กวัยเรียนปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออก

            ดังนั้นผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการประเมินผลโครงการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก  โรงพยาบาลท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี  ปี 2546 เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการโครงการในอนาคตต่อไป  

2.      คำถามการประเมิน 

2.1  อัตราป่วยโรคไข้เลือดออกของประชาชนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลท่ายาง ลดลงหรือไม่  อย่างไร

2.2  การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก รวมทั้งการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย  มีมากน้อยเพียงใด

2.3  ความครอบคลุมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลท่ายาง ทั้งหมดหรือไม่  อย่างไร

2.4  ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินโครงการ มีอะไรบ้าง

3.      วัตถุประสงค์การประเมิน 

3.1ประเมินอัตราป่วยโรคไข้เลือดออกของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

      3.2             ประเมินการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก รวมทั้งการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลท่ายาง

3.3 ประเมินความครอบคลุมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลท่ายาง

3.4 ศึกษาปัญหาและอุปสรรค ในการดำเนินโครงการป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก

4.      ขอบเขตการประเมิน 

1.การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาการประเมินผล "โครงการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก  โรงพยาบาล

ท่ายางจังหวัดเพชรบุรี  ปี 2546 "  โดยอาศัยหลักการประเมินผลรูปแบบ CIPP Model เพื่อประเมิน บริบท(Context) ปัจจัยนำเข้า(Input) กระบวนการ(Process) และผลผลิต(Product) ของโครงการ

  1. ประชากรที่ศึกษา คือ ประชาชน ในพื้นที่ ม.1-5 ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง  จ.เพชรบุรี
  2. ระยะเวลาการศึกษา ระหว่าง เดือนพฤษภาคม - กันยายน 2546   

5.      ข้อตกลงเบื้องต้น 

โครงการที่จะประเมินผลนี้เป็นโครงการที่ต้องดำเนินการทั้งปี 2546   ข้อมูลที่ศึกษาเป็นข้อมูลที่ได้จาก

ขณะที่โครงการดำเนินอยู่ และโครงการเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือน พฤษภาคม - สิงหาคม 2546 สำหรับการประเมินความก้าวหน้าของโครงการ (Formative Evaluation) และเก็บข้อมูลในเดือน กันยายน - ตุลาคม 2546 สำหรับการผลสรุปของโครงการ (Summative Evaluation)  โดยการประเมินผลมุ่งศึกษาทั้งบริบท  ปัจจัยนำเข้า  กระบวนการ  และผลผลิตของโครงการ

 

 

6.      นิยามศัพท์ที่ใช้ในการประเมิน   

เจ้าหน้าที่สาธารณสุข  หมายถึง  นักวิชาการสาธารณสุข และเจ้าพนักงานสาธารณสุขที่

ปฏิบัติงานในฝ่ายสุขาภิบาลและป้องกันโรค รวมทั้งคนงานของโรงพยาบาลท่ายาง ที่เข้าร่วมในการดำเนินการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก

      ประสิทธิผลของการปฏิบัติงาน  หมายถึง  ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานโครงการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในด้านต่างๆดังนี้การพัฒนาสุขภาพชุมชน,การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค  การมีส่วนร่วมของชุมชน  ความพึงพอใจของประชาชน และค่า BI  HI  และ CI

การพัฒนาศักยภาพชุมชน  หมายถึง   การแสดงให้เห็นว่าชุมชน มีความสามารถในการป้องกันและควบคุม

โรคไข้เลือดออก ได้ด้วยชุมชนเอง

การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม   หมายถึง การบริหารจัดการ และดำเนินการพัฒนา สิ่งแวดล้อมรอบๆ ชุมชน

สถานศึกษา วัด  และบ้านเรือน  ให้ปลอดภัยจากแหล่งลูกน้ำยุงลาย  ลูกน้ำยุงลาย  และโรคไข้เลือดออก

การส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค  หมายถึง กระบวนการเพิ่มความสามารถของบุคคลในการควบคุม ดูแล

และพัฒนาสุขภาพของตนและสังคมให้ดีขึ้น  รวมทั้งควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพ เพื่อก่อให้เกิดการมีสุขภาพที่ดี  อีกทั้งการกำจัดแหล่งรังโรค  ทำลายเชื้อโรค  การควบคุมแมลงพาหะนำโรค และการกำจัดแหล่งน้ำเพาะพันธ์ยุงลาย

การมีส่วนร่วมของชุมชน  หมายถึง  การที่กลุ่มประชาชน  หรือกลุ่มองค์กรในชุมชน กลุ่มเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

และเอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือด ออกในพื้นที่ ม.1-5 ต.ท่ายาง เพื่อให้บรรลุประสงค์

ความพึงพอใจของประชาชน หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติ ของประชาชน ในพื้นที่ ม.1-5 ตำบลท่ายาง 

อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ที่มีต่อการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จากโรงพยาบาลท่ายาง

ค่า BI (Breteau Index) หมายถึง ค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายที่พบในภาชนะต่าง ๆ ในครัวเรือน นั่นคือ  จำนวน

ภาชนะที่พบลูกน้ำยุงลายใน 100 หลังคาเรือน

ค่า HI (House Index) หมายถึง ค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายที่พบในหมู่บ้าน นั่นคือ ร้อยละของการพบลูกน้ำยุงลาย

ในบ้านที่ทำการสำรวจในพื้นที่

ค่า CI (Container Index) หมายถึง ค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายที่พบในอาคารสถานที่และโรงเรียน นั่นคือ ร้อยละ

ของการลูกน้ำยุงลายในภาชนะใส่น้ำ

ผลกระทบด้านสถานะสุขภาพ หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการป้องกันควบคุม และรักษา

โรคไข้เลือดออก  ได้แก่ อัตราป่วยต่อแสนประชากร  และอัตราป่วยตาย

 

7.      เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

7.1  ทฤษฎีและรูปแบบการประเมินโครงการ

7.1.1        ความหมายของการประเมินผลโครงการ

การประเมินผลโครงการ (Program  Evaluation)  เป็นการรวมความหมายระหว่างคำว่า “การ

ประเมินผล ” กับคำว่า “ โครงการ ”  ซึ่งทั้งสองคำมีความหมายเฉพาะของตนเองคือ

            การประเมิน หรือ การประเมินผล (Evaluation) หมายถึงกระบวนการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจดำเนินการเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับคำอื่น ๆ อีกหลายคำ เช่น การวิจัย (Research) การวัดผล (Measurement) การตรวจสอบรายงานผล(Appraisal) การควบคุมดูแล(Monitoring) การประมาณการ (Assessment) และการพิจารณาตัดสิน(Judgement)เป็นต้น   ส่วนโครงการ (Project) หมายถึงแผนหรือเค้าโครงที่กำหนดไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน(Plan) บางตำราถือว่ามีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “Program” จึงหมายถึงแผนงานที่มีรายละเอียดในการปฎิบัติงานชัดเจน ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของการประเมินผลโครงการ ดังนี้

            Stephen P. Robbins (อ้างใน อนันต์ เกตุวงศ์, 2534) กล่าวว่าการประเมินผลโครงการเป็นกระบวนการของการดูแลติดตาม เพื่อที่จะรู้ว่าองค์กรหรือหน่วยงานได้รับหรือใช้ทรัพยากรเพื่อการดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงใด  ถ้าไม่ได้ผลการแก้ไขต้องเป็นหน้าที่ของผู้บริหารต้องดูแลป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเกิดปัญหา 

            Stufflebeam (อ้างใน สมหวัง พิธิยานุวัฒน์, 2537) ให้นิยามการประเมินผลโครงการว่าเป็นกระบวนการจำแนกแยกแยะหรือวิเคราะห์การได้มาซึ่งข้อมูลและการเสนอข้อมูลเพื่อเสนอคำวินิจฉัยสำหรับทางเลือกหรือการตัดสินใจว่ามีคุณภาพมากน้อยเพียงใด

            Suchman (อ้างใน ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์, 2538) ได้ให้ความหมายการประเมินผลโครงการว่าเป็นกระบวนการศึกษาพิจารณาเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่พึงปรารถนาและไม่พึงปรารถนาซึ่งเกิดจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อกำหนดคุณค่า หรือปริมาณของความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

1)      การกำหนดจุดมุ่งหมายในการประเมิน

2)      การกำหนดเกณฑ์เพื่อตรวจสอบความสำเร็จ

3)      การอธิบายระดับความสำเร็จ

4)      การรายงานและการเสนอแนะในการดำเนินงานต่อไป

James W. Davis (อ้างใน ประชุม  รอดประเสริฐ , 2539) ให้ความหมายของการประเมินผลโครงการว่าเป็นการตรวจสอบวัตถุประสงค์ของโครงการว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้หรือไม่และบรรลุเป้าหมายนั้นด้วยดีมากน้อยเพียงใด

            ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์ (2538) กล่าวว่า การประเมินผลโครงการ หมายถึง กระบวนการที่มุ่งแสดงคำตอบว่าโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์และหมายที่กำหนดไว้ตั้แต่ต้นหรือไม่  ระดับใด  จัดเป็นการประเมินผลลัพธ์และผลกระทบ  ส่วนการมุ่งตอบคำถามที่ว่าการกำหนดงานในโครงการเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่และมีอุปสรรคประการใด  จัดเป็นการประเมินกระบวนการ  นอกจากนั้นยังได้กล่าวถึงการนำเอาระเบียบวิธีวิจัยประยุกต์  เอาระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์  มาประยุกต์ใช้เพื่อการศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลระหว่างสิ่งที่ป้อนเข้า  และสิ่งที่ส่งเพื่อศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผลลัพธ์ที่พึงปรารถนากับวัตถุประสงค์และเป้าประสงค์  เพื่อศึกษาสังเกตรวบรวมผลลัพธ์ข้างเคียง ที่ไม่คาดคิดไว้ล่วงหน้ารวมตลอดถึงเมื่อการติดตามควบคุมการปฏิบัติงานในขั้นการดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางหรือแบบแผนที่วางไว้ล่วงหน้า

            สรุป การประเมินผลเป็นการให้คำตัดสินอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่เกิดจากโครงการทั้งทางตรง (Direct Effect) และทางอ้อม (Indirect Effect) ทั้งที่ตั้งใจ (Intended Effect) และโดยไม่ได้ตั้งใจ (Unintended Effect) โดยเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในโครงการว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ดังนั้นการประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการตรวจสอบและวัดสิ่งที่แผนได้กำหนดไว้ในขั้นของการวางแผน  และเมื่อนำแผนไปดำเนินการแล้ว  สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามที่กำหนดและคาดหมายไว้เพียงใด  โดยนำเอาผลที่วัดได้มาพิจารณาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับแผนที่กำหนดไว้  จึงทำให้รู้ได้ว่าสิ่งที่แผนต้องการกับผลที่เกิดขึ้นจริงตรงกันหรือแตกต่างกันเพียงใด  ด้วยเหตุผลอะไรบ้าง  เป็นเหตุผลจากปัจจัยภายนอกหรือภายในของแผนอย่างไร  เพื่อผู้วางแผนจะได้นำโครงการไปพิจารณาและใช้ประกอบการตัดสินใจต่อไป

 

7.1.2        รูปแบบจำลองของการประเมินโครงการ

1)      แบบจำลองประเมินโครงการที่ยึดวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นหลัก (Objective Based  Model)

1.1  แนวคิดและแบบจำลองของ Ralp W. Tyler

Tyler เห็นว่า “ การประเมิน คือ การเปรียบเทียบพฤติกรรมเฉพาะอย่าง (Performance)

กับจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมที่วางไว้ ” โดยเชื่อว่าจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้อย่างชัดเจนรัดกุม และจำเพาะเจาะจงแล้ว  จะเป็นแนวทางช่วยในการประเมินผลได้เป็นอย่างดี และเห็นว่าจุดมุ่งหมายของการประเมินผล คือ

(1)     เพื่อตัดสินว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ตั้งไว้ในรูปของจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมนั้น

ประสบความสำเร็จหรือไม่  ส่วนใดที่ประสบความสำเร็จก็อาจเก็บไว้ใช้ได้ต่อไป  แต่ส่วนใดไม่ประสบผลสำเร็จก็จะได้ปรับปรุงแก้ไขต่อไป

(2)     เพื่อประเมินค่าความก้าวหน้าทางการศึกษาของประชากรขนาด ใหญ่เพื่อให้สาธารณชนได้

ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ในอันที่จะช่วยเข้าใจปัญหาและความต้องการทางการศึกษาได้  และเพื่อใช้ข้อมูลนั้นเป็นแนวทางในการที่จะปรับปรุงนโยบายทางการศึกษาที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยได้

                        จุดอ่อนในแบบจำลองของ Tyler นี้คือ การมุ่งเน้นที่วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ทำให้การประเมินขาดสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ในด้านอื่น ๆ

1.2  แนวคิดและแบบจำลองของ Lee  J  Cronbach

Cronbach มีความคิดเห็นว่าการประเมินผลมีความหมายกว้าง ๆ คือ “การเก็บรวบรวม

ข้อมูลนั้นเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการทางการศึกษา ” การประเมินผลเกี่ยวกับกิจกรรมมากมายหลายอย่าง  และไม่มีหลักการใดมาครอบคลุมได้ว่ายึดถือกิจกรรมใดบ้างในทุก ๆ สถานการณ์  ดังนั้นจึงเชื่อว่าการทดสอบสัมฤทธิ์ผลในการเรียนเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอสำหรับการประเมินผล  จุดมุ่งหมายของการประเมินผลรูปแบบนี้แยกได้ 3 ประการ คือ

(1)   เพื่อปรับปรุงรายวิชา(Course  Improvement) เพื่อตัดสินว่าอุปกรณ์การเรียนการสอนและ

วิธีการสอนใดที่น่าพอใจและมีส่วนใดที่ดำเนินการอยู่แล้วต้องแก้ไข

(2)   เพื่อตัดสินเกี่ยวกับบุคคล (Decission  about  individual) เช่นในการตัดสินวางแผน

คัดเลือกหรือแยกกลุ่มหรือแจ้งให้ผู้อยู่ในโครงการทราบว่าส่วนใดที่เขาเด่นและส่วนใดที่เขาควรปรับปรุง

(3)   เพื่อตัดสินเกี่ยวกับระเบียบวิธีในการบริหาร     (Administrative  -regulation) เช่น การ

ตัดสินว่าระบบการศึกษาของโรงเรียนดีหรือไม่เพียงไร และครูแต่ละคนมีประสิทธิภาพหรือไม่ อย่างไร 

วิธีการประเมินประกอบด้วย

  1. ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเหมือน Tyler
  2. ประเมินกระบวนการเรียนการสอน
  3. ประเมินประสิทธิภาพ
  4. ประเมินทัศนคติ
  5. การติดตามผลหลังการเรียนรู้

Cronbach พยายามแก้ไขข้อบกพร่องของ Tyler  โดยให้มีการประเมินในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

2)      แบบจำลองประเมินโครงการที่มุ่งเน้นการตัดสินคุณค่า

(Judgemental  Evaluation  Model)

2.1 แนวคิดและแบบจำลองของ Michael  Scriven

Michael   Scriven  ได้เสนอแบบจำลองโดยแบ่งการประเมินเป็น 2 ส่วนคือ Formative 

Evaluation หมายถึง การประเมินความก้าวหน้าของโครงการ และ Summative  Evaluation หมายถึง การประเมินผลสรุปของโครงการ โดยการประเมินทั้ง 2 แบบ มีรายละเอียดที่แตกต่างดังนี้

รายละเอียด

Formative  Evaluation

Summative  Evaluation

1. วัตถุประสงค์

- ปรับปรุงโครงการ

- ยุติหรือขยายโครงการ

2. ผู้ใช้ผลประเมิน

- ผู้บริหารและคณะผู้ดำเนินงาน

- ผู้บริหารระดับนโยบายหรือเจ้าของทุน

3. ผู้ประเมิน

- บุคคลภายในโครงการ

- บุคคลภายในและภายนอกโครงการ

4. ลักษณะการเก็บข้อมูล

- เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

- เป็นข้อมูลเป็นระยะ ๆ

- เป็นทางการ

- เก็บเพียงครั้งเดียวตอนสิ้นสุดโครงการ

5. กลุ่มตัวอย่าง

- ขนาดเล็ก

- ขนาดใหญ่และครอบคลุมเป้าหมาย

6. ประเด็นคำถาม

-         ทำอะไร                  

-          ทำได้เท่าไร    

-          มีอะไรต้องปรับปรุง

-          ต้องการทรัพยากรอะไรเพิ่มขึ้นอีก

-          มีปัญหา/อุปสรรคอะไร

-          มีผลอะไรเกิดขึ้น

-          ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร

-          ควรยุติหรือขยายโครงการ

 

 

2.2 แนวคิดและแบบจำลองของ Malcolm M. Provus

Molcolm  M. Provus ได้พัฒนารูปแบบของการประเมินเพื่อมาใช้ในการประเมินผล

โครงการ  ที่รู้จักกันในนาม Discrepancy Model ซึ่ง Provus ได้กล่าวว่าจุดหมายของการประเมินคือ การหาข้อมูลเพื่อมาใช้ในการตัดสินใจโครงการว่าจะปรับปรุงดำเนินการต่อไป หรือยกเลิกโครงการ

            หลักสำคัญของการประเมินตามรูปแบบของ Provus สรุปได้ 2 ประการ ดังนี้

(1)   พิจารณาความสอดคล้องของสิ่งที่เกิดจากโครงการกับมาตรฐานเกณฑ์ที่กำหนดไว้

(2)     ระบุความแตกต่างที่พบ เพื่อค้นหาข้อบกพร่องของโครงการ

 ขั้นตอนในการประเมินแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้

(1)    การบรรยายโครงการ

(2)    การดำเนินตามโครงการ

(3)    กระบวนการตามโครงการ

(4)    ผลผลิต

(5)    การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและกำไร

                                                 

3)      แบบจำลองประเมินโครงการที่ช่วยในการตัดสินใจ

(Decision-oriented  Evaluation  Model)  ได้แก่

แบบจำลอง CIPP Model ของ  Danial  L. Stufflebeam 

Danial L. Stufflebeam และคนอื่น ๆ (PDK ,1977)  ได้เสนอแบบจำลอง CIPP (Context 

Input  Process  Product) เพื่อการประเมินผลโครงการจากแนวความคิดของหลักเหตุผลทั่ว ๆ ไป  อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการประเมินกับการตัดสินใจ  ด้วยความสมเหตุสมผล  ในการบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  แสดงให้เห็นถึงว่ากระบวนการประเมินใด ๆ ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ คือ

(1)   ขั้นของการวิเคราะห์กิจกรรมและข้อมูลที่จะประเมินเพื่อสนองความต้องการของผู้ตัดสินใจ 

(2)   ขั้นของการรวบรวมสารสนเทศ (Information)

(3)   ขั้นของการเสนอสารสนเทศให้แก่ผู้ตัดสินใจ

ข้อควรคำนึงในการใช้รูปแบบการประเมิน CIPP ได้แก่

(1)      วัตถุประสงค์ของการประเมิน คือ การให้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ ดังนั้น จึงจำเป็น

อย่างยิ่งที่จะต้องมีรายละเอียดที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ

(2)      ชนิดของการตัดสินใจที่แตกต่างกัน  ต้องการออกแบบการประเมินที่แตกต่างกัน และควร

ใช้รูปแบบการประเมินที่มีประสิทธิผลและเป็นรูปแบบทั่ว ๆ ไป

(3)      ในกรณีที่รูปแบบการประเมินมีความแตกต่างกันในด้านเนื้อหา(Context) ควรใช้ขั้นตอน

การติดตามผลดังนี้ คือ วิเคราะห์ รวบรวม นำเสนอ

(4)      การตัดสินใจประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ คือ ขั้นตอนการวิเคราะห์  ออกแบบ  เลือก

ปฏิบัติ จึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากการประเมิน ดังนั้นจึงต้องอาศํยความร่วมมือระหว่างนักประเมินและผู้ตัดสินใจ

(5)      เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งคำตอบในการตัดสินใจ  การออกแบบการประเมินจึงควรคำนึง ถึง

เกณฑ์ที่มีความตรงภายใน ความตรงภายนอก ความเที่ยง และมีความเป็นปรนัย

(6)      การประเมินที่เป็นกระบวนการต่อเนื่องเป็นวัฎจักร (Cycle) ต้องใช้โครงการที่เป็นระบบ

รายละเอียดของการประเมินผลแต่ละหมวดหมู่  คือ

(1)    การประเมินบริบทหรือรูปแบบสภาวะแวดล้อม (Context  Evaluation)

การประเมินสภาวะแวดล้อมเป็นรูปแบบพื้นฐานของการประเมินทั่ว ๆ ไป  เป็นการประเมิน

เพื่อให้ได้มาซึ่งเหตุผล เพื่อช่วยในการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการโดยจะเน้นในด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม  ความต้องการและเงื่อนไขที่เป็นจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม  นอกจากนี้ยังช่วยในการวินิจฉัยปัญหา  เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ  การประเมินสภาวะแวดล้อมนี้มีลักษณะเด่นที่สำคัญมากมาย  จะเป็นการวิเคราะห์ขนาดใหญ่ Macro Analytic เป็นตัวกำหนดขอบเขตการประเมิน  การบรรยายและการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม  นอกจากนี้ยังช่วยให้ทราบถึงตัวแปรที่เกี่ยวข้องและมีความสำคัญสำหรับการบรรลุเป้าหมาย  การประเมินสิ่งแวดล้อมทำให้ได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์โดยอาศัยการวินิจฉัยในการจัดเรียงลำดับปัญหาให้สอดคล้องกับความต้องการของที่ประชุมและสถานการณ์  มีวิธีการประเมินสภาวะแวดล้อม มี 2 วิธี คือ Contingency  Mode และ Congruence  Mode

            (1.1) Contingency  Mode เป็นการประเมินสภาวะแวดล้อมเพื่อหาโอกาสและแรงผลักดัน จากภายนอกระบบ  เพื่อให้ได้ข้อมูลมาใช้พัฒนา  ส่งเสริมโครงการให้ดีขึ้น  โดยใช้การสำรวจปัญหาภายในขอบเขตที่กำหนดอย่างกว้างขวาง  เช่น การสำรวจงานวิจัยและวรรณคดีที่เกี่ยวข้อง  การประเมินค่านิยมชุมชน  ข้อเสนอแนะต่าง ๆ   แนวโน้มของการพัฒนา  เศรษฐกิจสถิติ ประชากรและอื่นๆการสำรวจปัญหาเหล่านี้ สามารถที่จะคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตซึ่งมีประโยชน์ในการวางแผนโครงการต่อไป

            (1.2) Congruence  Mode ซึ่งเป็นการประเมินโครงการโดยการเปรียบเทียบการปฏิบัติจริง (Actual  Result)  กับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ การประเมินแบบนี้ทำให้เราทราบว่าวัตถุประสงค์ใดบ้างที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้

            ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการประเมินสภาวะแวดล้อมจะได้มาซึ่งข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับระบบเพื่อประโยชน์สำหรับผู้บริหารในทางปฏิบัติสถาบันการศึกษาควรจะได้มีการประเมินสภาวะแวดล้อมเพื่อที่จะได้มาทั้งข้อมูลที่เป็น Contingency ModeและCongruence  Mode  การกำหนดเป้าหมายและคุณค่าของระบบ   จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพื่อดูว่าบรรลุเป้าหมายหรือไม่  ต้องใช้วิธีแบบCongruence Mode แต่ในสภาพของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ความต้องการของบุคคลและสถานที่จะเป็นตัวหลักของการเปลี่ยนแปลงดังนั้นจึงควรใช้วิธีประเมินแบบ Contingency  Mode โดยใช้คำถามแบบ “ถ้า……แล้ว” เพื่อตัดสินว่าเป้าหมายและนโยบายเดิมนี้ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่  ดังนั้นในการประเมินในการประเมินสภาวะแวดล้อมโดยทั่วไปควรจะใช้การประเมินทั้งสองแบบ เพราะ Congruence  Mode จะเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของวัตถุประสงค์และ Contingency Mode เป็นไปเพื่อการปรับปรุง

(2)    การประเมินปัจจัยเบื้องต้น (Input  Evaluation)

เป็นการจัดหาข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ  ความเหมาะสมของแผนงานที่จัดขึ้น  โดยดูว่า

ข้อมูลนั้นจะมีส่วนช่วยในการบรรลุจุดมุ่งหมายของโครงการหรือไม่  ซึ่งมักจะประเมินในด้านต่าง ๆ ดังนี้            (2.1)    ความสามารถของหน่วยงาน หรือตัวแทนในการจัดโครงการ

(2.2)         ยุทธวิธีในการบรรลุ วัตถุประสงค์ของโครงการ

(2.3)         การได้รับความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้โครงการดำเนินไปได้ เช่น

หน่วยที่จะช่วยเหลือ เวลา เงินทุน หรือ อาคารสถานที่อุปกรณ์เครื่องมือ

            ผลที่ได้จากการประเมินปัจจัยเบื้องต้น คือ การสังเคราะห์รูปแบบของวิธีการที่ใช้ในรูปของราคา และ กำไร (Cost & Benefit)  ที่จะได้รับโดยการประเมินด้านอัตรากำลัง  เวลา งบประมาณ วิธีการที่มีศักยภาพ  แต่ถ้าเป็นการประเมินเพื่อการศึกษา กำไรอาจจะอยู่ในรูปของตัวเลข  การประเมินปัจจัยเบื้องต้นนี้จะช่วยให้ข้อมูลที่จะตัดสินได้ว่าควรตั้งวัตถุประสงค์เชิงปฏิบัติอย่างไร ใช้อัตรากำลังเท่าใด  วางแผนและดำเนินการอย่างไร  ซึ่งจะแตกต่างจากการประเมินสภาวะแวดล้อมในแง่ที่ว่าการประเมินปัจจัยเบื้องต้นเป็นการทำเฉพาะกรณีนั้น ๆ และวิเคราะห์ภายในโครงการเท่านั้น

(3)    การประเมินกระบวนการ (Process  Evaluation)

การประเมินกระบวนการจำเป็นต้องได้รับการเตรียมการ  เพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ

(Feedback) แก่ผู้รับผิดชอบและผู้ดำเนินการทุกลำดับชั้น  การประเมินกระบวนการมีวัตถุประสงค์ใหญ่อยู่ 3 ประการคือ

(3.1)         เพื่อทำนายข้อบกพร่องของกระบวนการหรือการดำเนินการตามขั้นตอนที่วางไว้

(3.2)         เพื่อรวบรวมสารนิเทศสำหรับผู้ตัดสินใจวางแผนงาน

(3.3)         เพื่อเป็นรายงานสะสมถึงการปฏิบัติการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

วิธีการประเมินกระบวนการ มี 3 วิธี คือ

1)แสดงให้เห็นหรือกระตุ้นเตือนถึงศักยภาพของทรัพยากรที่ทำให้เกิดความล้มเหลวใน

โครงการ  ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งต่อไปนี้  โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับแผนนั้นและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผนการ  ความเพียงพอของแหล่งทรัพยากร  อุปกรณ์อำนวยความสะดวก  บุคลากร  ปฏิทินการปฏิบัติงาน  เป็นต้น 

2) เกี่ยวกับการวางโครงการและการตัดสินก่อนวางแผน  โดยผู้อำนวยการโครงการ

ระหว่างการดำเนินโครงการนั้น  ซึ่งส่วนใหญ่สถานการณ์ต้องตัดสินใจมีจำนวนมาก  ดังนั้นข้อมูลจากการประเมินกระบวนการจะต้องชัดเจน

3) ยุทธวิธีในการประเมินกระบวนการ  จะบอกลักษณะสำคัญใหญ่ ๆ ของโครงร่าง โครง

การ ปริมาณของการอภิปรายที่มีในความหมายนี้เพื่อบรรยายว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ สารสนเทศนี้จะให้ประโยชน์ในการกำหนดว่าทำไมวัตถุประสงค์จึงบรรลุหรือไม่บรรลุส่วนประกอบที่เป็นหัวใจสำคัญของการประเมินกระบวนการมี 4 อย่าง คือ

(3.1)  การจัดหานักประเมินกระบวนการเต็มเวลา

(3.2)  เครื่องมือที่เป็นสื่อในการบรรยายกระบวนการ

(3.3)  การร่วมประชุมอย่างสม่ำเสมอระหว่างนักประเมินกระบวนการ และบุคลากรในโครงการ

(3.4) การปรับปรุงโครงร่างการประเมินอยู่เป็นนิจสิน

นักประเมินกระบวนการควรได้ประชุมพบปะกับผู้ตัดสินใจในโครงการเป็นระยะ แต่ในการ

ประชุมนี้ผู้อำนวยการโครงการอาจจะอภิปรายกับบุคลากรในแผนเพื่อชี้ถึงผู้ที่เกี่ยวข้องและผลประโยชน์ของกิจกรรมในอนาคต  โดยที่ผู้ประเมินจะคงเงียบและฟังเป็นส่วนใหญ่  ผู้ประเมินอาจจะจัดเตรียมสารสนเทศเกี่ยวกับการดำเนินการที่ผ่านมาให้พร้อมเพื่อช่วยในการจำแนกประเด็นที่จะกระทำต่อไป  หลังจากผู้ตัดสินเองได้แจกแจงประโยชน์และคำถามแล้ว  ผู้ประเมินอาจให้ข้อมูลอีกครั้งว่าอะไรอยู่ในประเด็นที่เขามีอยู่  ถึงแม้ว่าจะมีข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าสนใจผู้ประเมินจะเก็บเอาไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม ระหว่างการประชุม  เพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับการประเมินกระบวนการ  ผู้ตัดสินใจอาจกำหนดเงื่อนไขของประเด็นที่ต้องการข้อมูลย้อนกลับและผู้ประเมินให้สารสนเทศตามกรอบที่ให้ไว้นั้น  หรือผู้ประเมินอาจจะช่วยผู้วางแผนเองในการกำหนดเป้าหมายที่ต้องการคำตอบในการประชุมเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับครั้งต่อไป ซึ่งผู้ประเมินอาจทำได้โดยการวางแผนรวบรวมข้อมูลย่อ ๆ แทรกในขณะนั้นทันที  และชี้แจงให้ผู้ตัดสินทราบว่ามันจะช่วยให้สารสนเทศที่เขาต้องการหรือไม่เช่นนั้น  นักประเมินอาจจะทำได้มากกว่านั้นกับผู้วางแผน  โดยกำหนดปัญหาที่ต้องการคำตอบและข้อมูลที่ต้องการได้เลย

            ในการรวบรวมสารสนเทศ  นักประเมินกระบวนการต้องใช้วิธีการที่มีแบบแผนและไม่มีแบบแผน  เช่นการวิเคราะห์ปฏิกริยา  การบันทึกอย่างอิสระภายหลังการสิ้นสุดการดำเนินงานแต่ละวัน  การสัมภาษณ์การจัดอันดับ  บันทึกรายวันของเจ้าของโครงการ  วิธีการ semantic differential บันทึกการประชุมกรรมการ  การปรับปรุงข่ายงานของ PERT และ suggestion boxesนอกจากตัวแปรที่สำคัญตามทฤษฎีแล้ว ผู้ประเมินกระบวนการยังอาจจะค้นหาเหตุ  หรือกรณีอื่นที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมแต่เป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อกระบวนการ ดังนั้น ผู้ประเมินจึงต้องใช้เครื่องมือใด ๆ เท่าที่จะหาได้  เพื่อสืบสาวไปถึงสิ่งที่แสดงให้เห็นปัญหาอย่างแท้จริง  คุณค่าของการประเมินกระบวนการไม่ได้อยู่ที่ความสัมพันธ์กับการประเมินอื่น ๆ เท่านั้นแต่อยู่ที่

            (1)  การประเมินกระบวนการขึ้นอยู่กับผลการประเมินบริบท หรือสภาวะแวดล้อมหรือการประเมินปัจจัย  คือถ้าสามารถประเมินสภาวะแวดล้อมและปัจจัยได้ดีมาก  ผู้จัดการโครงการก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้น นั่นคือ ถ้าการกำหนดวัตถุประสงค์และการวางโครงการคลุมเครือ  โครงการนั้นอาจจะเป็นหัวข้อของปัญหาและบางครั้งก็เห็นเหตุแห่งความล้มเหลว  ซึ่งการประเมินสภาวะแวดล้อม และปัจจัยจะช่วยชี้ให้เห็นและแก้ปัญหาแล้วตั้งแต่ต้น  พอถึงการทำตามกระบวนการจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลย้อนกลับโดยต่อเนื่องเกี่ยวกับว่าทำอย่างไรโครงการนั้นจึงจะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นในกรณีเช่นนี้การประเมินกระบวนการจึงจำเป็นที่สุดที่สามารถจะทำหน้าที่นี้

            (2)  การประเมินกระบวนการมีความสำคัญมากกว่าการประเมินผลผลิตในระยะแรกของการกำหนดแผนงาน  แต่แนวโน้มที่จะกลับกัน  ถ้าโครงร่างของการพัฒนาแผนงานอาศัยการสำรวจน้อยลง  แต่มีโครงร่างที่แน่นอนมากขึ้น การประเมินกระบวนการและการประเมินผลผลิตจะขึ้นต่อกันและกัน คือ การประเมินกระบวนการจะเข้าไปมีส่วนในการแปลความสิ่งที่เกิดขึ้น  และถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการ  จะไม่สามารถตกลงใจได้  โดยไม่ทราบว่ากระบวนการนั้นให้ผลอย่างไรบ้าง  การตัดสินออกแบบโครงร่างใหม่หรือระเบียบปฏิบัติในกระบวนการใหม่  จึงต้องอาศัยสารสนเทศจากการประเมินผลผลิตเข้ามาร่วมด้วย

            โดยสรุปภายใต้การประเมินกระบวนการ  สารสนเทศจะถูกวิเคราะห์รวบรวมและนำเสนอเท่าที่ผู้ดำเนินโครงการต้องการสารสนเทศนั้น  อาจจะบ่อยทุกวันถ้าจำเป็น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรก ๆ ของโครงการ  ทั้งนี้การประเมินไม่เพียงแต่ให้สารสนเทศที่ต้องการแก่ผู้ตัดสินใจในการคาดคะเนล่วงหน้า และการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาเท่านั้น  แต่ต้องบันทึกสารสนเทศของกระบวนการสำหรับแปลความหมายของความสำเร็จของโครงการด้วย                

(4)    การประเมินผลผลิต (Product  Evaluation)

มีจุดหมายเพื่อวัดและแปลความหมายของความสำเร็จ ไม่เฉพาะเมื่อสิ้นสุดวัฎจักรของโครงการเท่านั้น 

แต่ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในระหว่างการปฏิบัติตามโครงการด้วย

            ระเบียบวิธีทั่วๆ ไปของการประเมินผลผลิต จะรวมสิ่งต่อไปนี้ไว้ด้วยกัน คือการดูว่าการกำหนดวัตถุประสงค์นั้น ๆ นำไปใช้ได้หรือไม่ เกณฑ์ในการวัดที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการทำกิจกรรมคืออะไร  เปรียบเทียบผลที่วัดมาได้กับมาตรฐานสัมบูรณ์ (Absolute Criteria) หรือมาตรฐานสัมพันธ์ (Relative Criteria) ที่กำหนดไว้ก่อน และทำการแปลความหมายถึงเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น  โดยอาศัยรายงานจากการประเมินสภาวะแวดล้อม  ปัจจัย และกระบวนการร่วมด้วย

เกณฑ์นั้นอาจเป็นได้ทั้ง Instrument Criteria หรือ Congruence Criteria ซึ่ง Scriven ได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของเกณฑ์ทั้งสอง ดังนี้

(ก)    Instrument Criteria จะสัมพันธ์กับความสำเร็จที่อยู่ในระดับกลาง และมีส่วนช่วยให้เกิดสัมฤทธิ์ผล

ตามวัตถุประสงค์ในที่สุด เช่น ก่อนที่แบบสอบถามจะถูกสร้างขึ้น  รูปแบบของแบบสอบและคำถามจำนวนมาก  ในแบบสอบนั้นจะต้องได้รับการจัดทำขึ้นหรือก่อนที่นักเรียนจะสามารถอ่านคำว่า CAKE ได้อย่างเข้าใจเขาจะต้องมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นความหมายของคำมาก่อน

(ข)    Congruence Criteria จะเป็นเกณฑ์เกี่ยวกับเงื่อนไขเบื้องต้นที่กำหนดไว้ซึ่งอาจเป็นอัตราการตก

ของโรงเรียน ๆ หนึ่ง  ที่เป็นอยู่ถูกลดลงให้ได้ระดับที่กำหนดไว้  โดยกลุ่มนักเรียนจะต้องได้รับคะแนนจากแบบสอบที่ระบุมากกว่า  หรือเท่ากับจำนวนที่กำหนด  หรือจะต้องนำแผนการสอนใหม่เข้าไปใช้ในโรงเรียนนั้น ระบุเกณฑ์แบบนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ตัดสินใจโดยเฉพาะ

    7.2   ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก และระบาดวิทยาของโรคไข้เลือดออก

       1. โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่พบมากในเด็ก  อายุที่พบมาก คือ กลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง 5-9  ปี (สมภพ  อหันฑริก , 2542)  ส่วนในเด็กโตและผู้ใหญ่อาจพบได้บ้างประปราย แต่อาการมักไม่รุนแรง (สุรเกียรติ  อาชานานุภาพ , 2531) โดยพบว่าผู้ป่วยที่มีอายุน้อยที่สุดคือ 7 เดือน ส่วนอายุมากที่สุดคือ  32 ปี (จุไรรัตน์  วัฒนา , 2528) โรคไข้เลือดออกเคยปรากฎว่ามีระบาดในต่างประเทศแล้วแล้ว  และเชื่อกันว่าเกิดการระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2323 ที่ฟิลาเดเฟีย  ประเทศอเมริกา  สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีรายงานการระบาดในปี พ.ศ.2497 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทยพบที่กรุงเทพมหานครในปี 2501  ประเทศสิงคโปร์ และมาเลย์เซีย พบในปี 2503 และ 2505 ตามลำดับ (บุญล้วน  พันธุมจินดา , 2526) การระบาดมีลักษณะแบบปีเว้นปี หรือเว้น 2 ปี (คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ , 2531)

            กลุ่มอาการของผู้ป่วยมีลักษณะที่เด่นชัด 4 ประการ คือ 1) ไข้สูงเฉียบพลัน  2) เลือดออกตามตัว 3) ตับโต  และ 4) มีอาการช็อคที่เกิดจากระบบโลหิตหมุนเวียนไม่ดี การตรวจทางห้องปฏิบัติทางห้องปฏิบัติการที่จะช่วยสนับสนุนแยกโรค คือ Hematocrit สูง เนื่องจาก Plasma ไหลซึมออกจากหลอดทำให้ภาวะเลือดเข้มข้น (ประเสริฐ  ทองเจริญ,2520)

            เมื่อได้รับเชื้อ Dengue เข้าไปครั้งแรก ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงคล้ายไข้หวัดใหญ่ส่วนมากจะไม่มีอาการเลือดออกหรือมีอาการรุนแรง  ต่อมาเมื่อได้รับมาเมื่อได้รับเชื้อซ้ำอีก  ซึ่งอาจเป็นเชื้อ Dengue ชนิดเดียวกันหรือคนละชนิด  จะทำให้หลอดเลือดฝอยเปราะบาง และเกร็ดเลือดต่ำทำให้ Plasma ไหลซึมออกจากหลอดเลือด และมีเลือดออกง่ายเป็นเหตุที่ทำให้เกิดอาการช็อค การติดเชื้อครั้งหลังจะทำให้เกิดอาการรุนแรง  มักเกิดภายหลังอาการติดเชื้อครั้งแรกประมาณ 6 เดือน ถึง 5 ปี  ด้วยเหตุนี้โรคไข้เลือดออกที่มีอาการรุนแรง  จึงมักเป็นในเด็กอายุ 2-6 ปี มากกว่าวัยอื่น ๆ

 2.  ระบาดวิทยาของโรคไข้เลือดออก

2.1  สถานการณ์ทางระบาดวิทยา

ได้มีการศึกษาระบาดวิทยาของโรคไข้เลือดออก พบว่ามีการบันทึกข้อมูลผู้ป่วยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 อาจแยกเป็น 4 ระยะดังนี้

          ระยะที่ 1 (พ.ศ.2501-2510) เป็นช่วงที่มีรายงานผู้ป่วยไม่มาก ประมาณ 2,000 - 8,000 รายต่อปี หรือ 3,114 รายต่อปี  โดยเฉลี่ยผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นหรือเขตชุมชนเมือง

         ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2511-2520) เป็นช่วงที่มีรายงานผู้ป่วยมากขึ้น ประมาณ 3,000 - 38,000 รายต่อปี หรือ 13,131 รายต่อปี  โดยเฉลี่ยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังพบเช่น ระยะแรก

        ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2521-2530) เป็นช่วงที่พบการรายงานผู้ป่วยมากที่สุด  โดยเฉลี่ย 50,000 รายต่อปี และพบการระบาดครั้งใหญ่ที่สุด ปี 2530 มีผู้ป่วยสูงถึง 174,285 ราย เป็นช่วงที่โรคนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ จากชุมชนเมืองสู่เขตชนบท

       ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2531-ปัจจุบัน) เป็นช่วงที่แนวโน้มการเกิดโรคลดลง เนื่องจากได้มีการตื่นตัวร่วมกันแก้ปัญหาจัดหากลวิธีในการป้องกัน และควบคุมโรคนี้อย่างจริงจัง  โดยเฉพาะการเน้นกลวิธีให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคนี้  และยังได้นำกลวิธีนี้ลงไปในสถานศึกษาสำหรับเด็กอายุ 5-14 ปีทั่วประเทศ  ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีอัตราป่วยสูงสุด เฉลี่ยระหว่างปี 2529-2533 เท่ากับ 447.8 ต่อแสน ประชากร ทำให้สถานการณ์และแนวโน้มของโรคลดจำนวนลง  จนกระทั่งปี พ.ศ. 2534-2535  มีรายงานผู้ป่วยปีละ 43,782 ราย และ 41,581 ราย ตามลำดับ (กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข , 2536)

2.2  อุบัติการณ์ของโรค

หากศึกษาแนวโน้มของอัตราป่วยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เท่าที่มีรายงานปีพ.ศ.2531-2542 จะพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าในช่วงปี พ.ศ.2533-2535 เริ่มพบว่ามีแนวโน้มลดลงก็ตาม  แต่ในภาพรวมแล้วยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั้งประเทศ แต่ความรุนแรงของปัญหาลดลง

        สำหรับแนวโน้มของอัตราการตาย จากข้อมูลในช่วงเวลาเดียวกันพบว่ามีแนวโน้มลดลงเป็นไปอย่างช้า ๆ  แสดงว่าจำนวนผู้ป่วยตายของโรคนี้ยังไม่ลดลงอย่างเด่นชัด  บางปีอาจเพิ่มมากขึ้น  แต่เมื่อเทียบกับประชากรปีนั้น ๆที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าแล้วทำให้อัตราตายดูเหมือนจะลดลงบ้าง

        ส่วนแนวโน้มของอัตราการป่วยตายจากข้อมูลเดียวกันพบว่าลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนและลดลงตลอดเวลาจากเดิมประมาณ ร้อยละ 10 ในปี  2501 ลดลงมาเป็นร้อยละ 3 ในปี 2513  และลดลงเหลือร้อยละ 0.2  ในปี 2542  ซึ่งแสดงว่าพัฒนาการสาธารณสุขได้เริ่มดีขึ้นตามลำดับจนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยด้วยโรคนี้ รับการรักษาพยาบาลทันเวลา สามารถลดหรือป้องกันการตายที่เกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นมาตลอด  และเป็นการแสดงว่าประชาชนทั่วไปได้สนใจในเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นผลให้ผู้ป่วยมารักษาได้ทันเวลา

2.3  ลักษณะการกระจายของโรค

1)      ด้านบุคคล

โรคไข้เลือดออกเป็นได้ทั้งหญิงและชาย  มีโอกาสป่วยเท่า ๆ กัน  จากรายงานผู้ป่วยตั้งแต่ปี 2529 - 2535 พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 5-9 ปี คิดเป็นร้อยละ 45.2  รองลงมาคือ 10-14 ปี ร้อยละ 25.1 และ 0-4 ปี ร้อยละ 19.4 ตามลำดับ  ผู้ป่วยในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปพบน้อยเพียงร้อยละ 10.3

2)      ด้านเวลา

จากรายงานผู้ป่วย ปี 2529 - 2542 พบว่าแต่ละปีมีช่วงระบาดของโรค เพียง 1 ครั้ง  อาจกล่าวได้ว่าโรคนี้เป็นโรคที่แปรผันตามฤดูกาล  โดยเริ่มพบผู้ป่วยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของทุกปี  และพบสูงสุดเดือน กรกฎาคม ของทุกปี หลังจากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ จนถึงเดือนตุลาคม และลดลงตามลำดับจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของรอบปีใหม่

3)      ด้านสถานที่

จากข้อมูลรายงานผู้ป่วยปี พ.ศ.2529 - 2542    พบว่าผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 40.1 รองลงมาคือภาคกลาง ร้อยละ 28.9 ภาคเหนือร้อยละ 18.6 และภาคใต้ร้อยละ 12.5 ตามลำดับ

     ผู้ป่วยมีรายงานทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท  โดยเขตชนบทเริ่มมีผู้ป่วยมากขึ้น อาจเป็นเพราะสังคมเมืองเข้าไปขยายในชนบทจนทำให้เกิดเป็นสังคมกึ่งเมืองขึ้นไปทั่ว  นอกจากนี้ยังพบว่าในเขตเมืองมีรายงานผู้ป่วยสม่ำเสมอเกือบเท่ากันทั้งปี  ในขณะที่เขตชนบทจะมีรายงานการป่วยสูงเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคม - พฤศจิกายน 

7.3   งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

วัชรี  เกตุโสภิต  (2527)  ได้ทำการวิจัยพบว่าระดับการศึกษาที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อความคิดเห็นและการปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก  แต่ระดับการศึกษาที่ต่างกันมีผลต่อการให้สุขศึกษา โดยผู้ที่อยู่ในชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจะมีความรู้เพิ่มขึ้นมากกว่าผู้ที่อยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  และประชาชนที่มีอาชีพที่แตกต่างกันจะมีผลต่อการปฏิบัติแตกต่างกันหลังจากการให้สุขศึกษา แต่ไม่มีผลต่อความรู้และความคิดเห็นต่อการควบคุมโรคไข้เลือดออก หลังจากการให้สุขศึกษา  และพบว่าผู้ที่อยู่ในเขตชุมชนหนาแน่นและมีฐานะดี  กับเขตชุมชนที่มีฐานะยากจนจะมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังการให้สุขศึกษามากกว่าประชาชนที่อยู่ในเขตสุขาภิบาล

ศุภมิตร  ชุณหสุทธิวัฒน์  (2529) พบว่าการให้สุขศึกษาหรือการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย  ยังไม่สามารถชักชวนให้ประชาชนร่วมมือได้เท่าที่ควรอุไรวรรณ  คนึงสุขเกษม และคณะ (2529)   ศึกษาวิจัยพื้นฐานการศึกษาสภาพทางเศรษฐกิจ  สังคมวัฒนธรรมของชุมชนที่บ้านนาขอม  จังหวัดนครสวรรค์  พบว่า ประชาชนมีความรู้ถึงสาเหตุการเกิดโรคไข้เลือดออกถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ และทราบวิธีการควบคุมป้องกันการเกิดโรค  แต่การปฏิบัติในบางครั้งไม่ตรงกับความรู้  เนื่องจากต้องทำมาหากิน เช่น การที่ชาวบ้านไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างใกล้ชิดเพราะต้องออกไปไร่นา เป็นต้น

       สุพร  ชุณหวุฒิยานนท์ (2533) พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีการรับรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกและมีความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุ  อาการ  การป้องกัน  ความน่ากลัวของโรค  การเกิดลูกน้ำยุงลาย  แหล่งที่อยู่อาศัยของลูกน้ำยุงลาย  ตลอดจนอันตรายของลูกน้ำและยุงลาย  แต่ก็ไม่ทำให้ประชาชนมีพฤติกรรมที่ส่งเสริมการป้องกันการเกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเสมอไป  เนื่องจากต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ที่มาเกี่ยวข้องและส่งผลต่อพฤติกรรมที่ส่งเสริมการป้องกันการเกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายโดยปัจจัยดังกล่าวได้แก่

  1. ปัจจัยสถานการณ์ทางระบาดวิทยาโรคไข้เลือดออกในชุมชน
  2. ลักษณะผู้นำ
  3. ลักษณะวิธีป้องกันของชุมชนที่ผ่านมา
  4. ปัจจัยความคิด ความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดของน้ำ

บุญล้วน  พันธุมจินดา (2534) ได้ศึกษาการควบคุมยุงลายโดยอาศัยความร่วมมือของประชาชนโดยรวมกลวิธีที่องค์การอนามัยโลกได้เสนอแนะ จากการศึกษาที่จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี พ.ศ. 2521-2523 ดังนี้

  1. การควบคุมยุงลายในเฉพาะแหล่งชุกชุมหนาแน่นยังไม่เป็นการเพียงพอต่อการควบคุมโรคไข้เลือดออกควรจะต้องควบคุมหลังคาเรือนจึงจะได้ผล
  2. ประชาชนยังปฏิเสธการใช้ทรายอะเบท

3.   ระดับความชุกชุมของยุงลายทำให้เกิดการระบาดของโรคในชุมชนนั้นยังไม่แน่นอน

            ธนวรรณ  สธนเสาวภาคย์  (2539) ศึกษาพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชนอำเภอประทาย  จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์โรคสูงอันดับต้นของจังหวัดและคิดเลือกพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูง 3 แห่ง พบว่าพฤติกรรมการกำจัดทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายพบน้อย เนื่องจากปัจจัยด้านเวลา  และความไม่ตระหนักในการป้องกันโรค

            สาโรจน์  มะรุมดี และคณะ (2544) ได้ทำการวิจัยประเมินผลโดยใช้ CIPP Model ประเมินโครงการประชาร่วมใจป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ปี ๒๕๔๒ -๒๕๔๓ ของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยศึกษาในด้านความพร้อมของปัจจัยพื้นฐาน  กระบวนการบริหารจัดการ  การพัฒนาศักยภาพชุมชน  การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมลูกน้ำยุงลาย  การส่งเสริมบริการด้านการแพทย์  การสร้างเครือข่ายเพื่อการควบคุมและป้องกันโรค  การพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันและควบคุมโรค  รวมทั้งผลการดำเนินงานในภาพรวม เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้รับผิดชอบงาน จำนวน 74 คน และประชาชน จำนวน 1,104 คน  ผลการประเมินพบว่า จังหวัดสุพรรณบุรีมีความพร้อมในการดำเนินงานด้านงบประมาณโดยได้รับการสนับสนุนจากกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก  ความพร้อมด้านสื่อสามารถกระจายสื่อต่าง ๆ ทำให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารไข้เลือดออกร้อยละ 90.1 ประสิทธิภาพการบริหารจัดการทั่วไปอยู่ในระดับปานกลาง  ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไข้เลือดออก  ตระหนักถึงอันตรายของโรคในระดับปานกลางร้อยละ59.7 และ 79.1 ตามลำดับ พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคอยู่ในระดับพอใช้ร้อยละ 99.4 โดยยังปฏิบัติไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ทรายอะเบทควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย  การให้บริการในระดับโรงพยาบาลและสถานีอนามัย  ดำเนินการได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด  การสร้างเครือข่ายดำเนินการได้ในระดับปานกลางร้อยละ 57.4  สามารถฝึกอบรมและจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด  แต่ยังมีผลงานวิจัยน้อย 

ผลการดำเนินงานในภาพรวมพบว่า อัตราป่วยลดลงเหลือ 24.3 ต่อประชากรแสนคน  แต่อัตราป่วยตายเหลือร้อยละ 0.32  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข  ค่าดัชนียุงลายในครัวเรือน (BI) และค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายในโรงเรียน (CI) เท่ากับ 62.7 และ 14.7 ตามลำดับ ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานส่วนใหญ่มีปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ และล่าช้า   รวมทั้งสารเคมีกำจัดยุงลายไม่เพียงพอ  ผลการวิจัยมีข้อเสนอต่อผู้บริหารในการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงาน  โดยควรพิจารณากำหนดเป็นนโยบายดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  ส่งเสริมความรู้และการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมโรคเพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย  โดยเฉพาะการใช้ทรายอะเบทแก่ประชาชนด้วยการประชาสัมพันธ์และการใช้สื่อที่เหมาะสม  การจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในชุมชน  ปรับปรุงกระบวนการบริหารโดยผู้บริหารควรดำเนินการอย่างจริงจัง  ปรับปรุงการประสานงานให้มีความคล่องตัวเพื่อให้การสร้างเครือข่ายมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น  สำรวจค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายอย่างสม่ำเสมอ  พัฒนาวิชาการโดยดำเนินการวิจัยรวมทั้งนิเทศและติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จและลดปัญหาไข้เลือดออกได้ในที่สุด

สรุป จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องแสดงว่าโรคไข้เลือดออกยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศมีความรุนแรงโดยสามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้และมีผลต่อการสูญเสียทางเศรษฐกิจ  ในขณะที่การป้องกันและควบคุมโรคโดยการกำจัดและลดจำนวนยุงลายด้วยการทำลายลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีสูงใด ๆ  แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมโรคนี้ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้  ทั้งมียังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกหลายประการ  ทั้งด้านมาตรการภาครัฐที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยเอื้อที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ทิศทางและวิธีปฏิบัติ  นอกจากนี้วิธีสนับสนุนทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ ตามกระแสความต้องการของผู้กำหนดนโยบาย  ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติหรือประชาชนก็ตามยังไม่สามารถประเมินความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพความต้องการอย่างแท้จริง  ดังนั้นผู้ศึกษาจึงเห็นว่าการนำนโยบายไปปฏิบัติในระดับพื้นที่ของโครงการดังกล่าวเป็นการวางแผนเชิงระบบ เพื่อบริหารจัดกลยุทธโดยมุ่งความสำเร็จของเป้าหมายเป็นสำคัญ  จึงมีการบริหารจัดการวางแผนงานโครงการทั้งด้านทรัพยากร  งบประมาณ  บุคลากรเป็นทีมเฉพาะกิจ  นอกจากนี้การวางแผนด้านกระบวนการแทบจะครอบคลุมในทุกระดับ  ตั้งแต่ระดับบุคคล  ระดับชุมชน  ระดับท้องถิ่น  ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของภาครัฐ  แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการไปในรอบปีนั้น  ยังมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง   แต่ภายใต้บริบทที่แตกต่างกัน  ซึ่งผู้ศึกษาต้องการทราบถึงผลการดำเนินการที่ผ่านมาบรรลุวัตถุประสงค์ภายใต้บริบทของนโยบายแห่งชาติและความเป็นเหตุเป็นผลของสถานสุขภาพที่เสี่ยงต่ออันตราย

 

  1. 8.      กรอบแนวคิด (Conceptual Framework)

บริบท (Context)

-          สภาพทั่วไปของพื้นที่

-          ฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชน

-          การคมนาคม

-          ความคิดเห็นของประชาชน

-          การรับรู้และความเชื่อของประชาชน

-          การยอมรับของประชาชน

ปัจจัยนำเข้า (Input)

-          เจ้าหน้าที่สาธารณสุข

-          การมีส่วนร่วมของประชาชน

-          งบประมาณ

-          วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือ

-          การบริหารจัดการ

กระบวนการ (Process)

-          อบรม อ.ส.ม. และผู้นำนักเรียน            -   การประชาสัมพันธ์

-          การพ่นยุง                                   -   การรณรงค์       

-          การใส่ทรายอะเบท                          -   การเลี้ยงปลากัด และปลาหางนกยูง

-          การอนามัยสิ่งแวดล้อม

ผลลัพธ์ (Products)

  1. ประสิทธิผลของการปฏิบัติงาน

-          การพัฒนาศักยภาพของชุมชน

-          การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม

-          การส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค

-          การมีส่วนร่วมของชุมชน

-          ความพึงพอใจของประชาชน

-          ค่า BI , HI  และ  CI

  1. ผลกระทบด้านสถานะสุขภาพ

-          อุบัติการณ์การป่วย

-          อุบัติการณ์การป่วยตาย

 

 

9.      ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เพื่อทราบผลการดำเนินงานด้านกระบวนการ และผลลัพธ์ของการบริหารโครงการภายใต้

บริบทสิ่งแวดล้อม  และปัจจัยพื้นฐานเบื้องต้น

  1. เพื่อนำผลการประเมินโครงการเชิงระบบเสนอต่อผู้บริหารเพื่อการตัดสินใจในการปรับปรุง

/พัฒนา รูปแบบการบริหารโครงการและการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในสภาวการณ์ที่ศึกษา

  1. เพื่อเป็นรูปแบบในการประเมินผลโครงการในระยะต่อไป/โครงการอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน  

      4.  เพื่อทราบปัญหา และอุปสรรคในการทำงาน และหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงในการจัดทำโครงการในปีต่อ ๆ ไป      

           

10.  วิธีการดำเนินการประเมิน

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยประเมินผลโดยใช้  CIPP  Model   และรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research)

10.1    ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร คือประชาชน ในพื้นที่ ม.1-5 ต.ท่ายาง  อ.ท่ายาง  จ.เพชรบุรี จำนวน ทั้งสิ้น 12,325  คน

กลุ่มตัวอย่าง จะทำการสุ่มตัวอย่างแบบจัดชั้นภูมิจำแนกตามหมู่บ้าน ดังนี้

  1. ระดับครัวเรือนสุ่มเลือกครัวเรือนตัวอย่างในหมู่บ้าน  โดยใช้ตารางเลขสุ่มจากทะเบียน
  2. รายชื่อ เลขที่บ้านในหมู่บ้าน  โดยกำหนดว่าให้สุ่ม 25 หลัง จากหมู่บ้านที่มีน้อยกว่า 100

หลังคาเรือน  สุ่มเลือก 50 หลังคาเรือน จากหมู่บ้านที่มากกว่า 100 หลังคาเรือน  ทั้ง 5 หมู่บ้าน

  1. ระดับบุคคลสัมภาษณ์ประชาชนในบ้านที่สุ่มตัวอย่างหลังละ 1 คน ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่

อาศัยเป็นประจำตั้งแต่ปลายปี 2544 ถึงปัจจุบัน และสามารถพูดจาติดต่อสื่อสารได้

10.2    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 

1)      แบบสัมภาษณ์การประเมินผลโครงการสำหรับประชาชน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ข้อ

มูลด้านบริบท (Context) ได้แก่ สภาพทั่วไปของพื้นที่(การสังเกต)  ฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชน  การคมนาคม  ความคิดเห็นของประชาชน การรับรู้และความเชื่อของประชาชน การยอมรับของประชาชน   และผลลัพธ์(Products)ของโครงการ ในด้านประสิทธิผลของการปฏิบัติงาน  อันได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของชุมชน   การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม(จากการสัมภาษณ์และสังเกต)   การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค  การมีส่วนร่วมของชุมชน(การสังเกตและตรวจสอบจากรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการ)  ความพึงพอใจของประชาชน  ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไข้เลือดออก  วิธีการและการวัดค่าลูกน้ำยุงลาย 

2)      รายงาน ค่า BI , HI , CI

3)      รายงานการเฝ้าระวังโรคทางระบาดวิทยา (รง. 506) 

10.3    การเก็บรวบรวมข้อมูล   มีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้

1)      นำแบบสัมภาษณ์การประเมินโครงการ ไปสัมภาษณ์ประชาชนตามการสุ่มตัวอย่าง(ข้อ 10.1)

ในพื้นที่ หมู่ 1 - 5  ต. ท่ายาง  อ. ท่ายาง  จ. เพชรบุรี   ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน

         2)   เก็บข้อมูลจาก Field study  และงานระเบียนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รง. 506 

                     3)   นำแบบสัมภาษณ์ที่ได้    และข้อมูลจากรายงานต่าง ๆ ไปวิเคราะห์ตามขั้นตอนต่อไป

 

10.4    การวิเคราะห์ข้อมูล         

ในการวิจัยครั้งนี้   ผู้ศึกษาใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้อัตราส่วนร้อยละและค่าเฉลี่ย 

แล้ววิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากเอกสาร และการสัมภาษณ์ในรูปแบบการพรรณนา



Online: 1 Visits: 143,771 Today: 19 PageView/Month: 4,883