โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) บ้านฟ้าห่วน http://www.fahuan2553.com

(ตัวอย่าง)   โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพสำหรับกลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูง 

สอ.นาหนองทุ่ม ต.กุดดินจี่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู

 

1. หลักการและเหตุผล

               โรคไม่ติดต่อเป็นปัญหาสาธารณสุขและเร่งด่วนของประเทศไทยส่งผลกระทบต่อสุขภาพชีวิตความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมของประชาชนเป็นอย่างมาก องค์การอนามัยโลกได้กล่าวว่า นอกจากการบริการทางคลินิกแล้ว การปรับระบบสุขภาพมีความสำคัญและจำเป็นในการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อซึ่งการบริการสุขภาพภายใต้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้ส่งผลกระทบให้ประชาชนส่วนใหญ่เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน ที่จำเป็นรวมทั้งการบริการสุขภาพเพื่อป้องกันควบคุมโรคเป็นสำคัญเนื่องด้วยสถานีอนามัยนาหนองทุ่มมีผู้ป่วยเรื้อรังเบาหวานและความดันโลหิตสูง เป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จากสถิติผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงจากปี พ.ศ.2547 – 2549 มีจำนวนผู้ป่วย 173 , 177 , 204 คนตามลำดับ ในปี พ.ศ. 2549 สถานีอนามัยนาหนองทุ่ม มีประชากรอายุ40 ปีขึ้นไป 1,810 คน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูง จำนวน 325 คน คนคิดเป็นร้อยละ 17.95 และในจำนวนนี้มีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 110 mg% จำนวน 41 คน ส่งพบแพทย์วินิจฉัยป่วยเป็นโรคเบาหวาน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 24.39 และวัดความดันโลหิตของกลุ่มเสี่ยงที่มีความดันโลหิตสูงมากกว่า 140/90 mmHg จำนวน 76 คน ส่งพบแพทย์วินิฉัยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 4 คน คิดเป็นร้อย 5.26 จากสถิติที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่ากลุ่มเสี่ยงมีแนวโน้มป่วยเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงมากขึ้น

สืบเนื่องมาจากปีงบประมาณ 2549 สถานีอนามัยนาหนองทุ่มมีกลุ่มเสี่ยงที่ร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพสำหรับเบาหวานและความดันโลหิตสูง ภายใต้โครงการพัฒนารูปแบบการจัดบริการของสถานบริการสาธารณสุขในการป้องกันควบคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหลอดเลือด พื้นที่สาธารณสุขเขต 6 จำนวน 11 คน มีความรู้และทักษะด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพสำหรับภาวะป้องกันเบาหวานและความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดีที่กลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูง 11 คน ดังกล่าวจะมาเล่าถ่ายทอดประสบการณ์และช่วยในการทำกลุ่มเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำหรับกลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในการที่จะพัฒนาและเพิ่มศักยภาพในการทำงานในด้านการควบคุมและแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อในพื้นที่ สถานีอนามัยนาหนองทุ่มต่อไป

 2. วัตถุประสงค์ 

เพื่อให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ตรงจากกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน

และความดันโลหิตสูงเพื่อก่อให้เกิดความตระหนักต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันควบคุมภาวะ

เบาหวานและความดันโลหิตสูง

 3. วิธีการดำเนินการ 

1. ตรวจคัดกรองหากลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูง ได้แก่ วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก หาค่า BMI

วัดรอบเอว รอบสะโพก ตรวจการะดับน้ำตาลในเลือด (DTX) และวัดความดันโลหิตสูง

2. ชี้แจงวัตถุประสงค์ต่อกลุ่มเสี่ยง จัดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเบาหวานและความดันโลหิตสูงจาก

กลุ่มผู้ป่วย

3. Pre-post test และให้ความรู้เรื่องเบาหวานและความดันโลหิตสูงจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และมีการ

แบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 4 กลุ่มเพื่อเยี่ยมบ้านศึกษาการดำเนินชีวิตของกลุ่มผู้ป่วยที่บ้าน

4. มีการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพื่อดูวิถีการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยที่บ้านและจัด

มีการเข้ากลุ่มย่อยโดยการจัดกลุ่มย่อยภายในหมู่บ้านของกลุ่มเสี่ยงกลุ่มละ20 คน 4 กลุ่ม ทำ 2 ครั้ง

5. ประเมินภาวะ BMI วัดรอบเอว รอบสะโพก ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (DTX) และวัดความดัน

โลหิตสูง รอบที่ 2 ระหว่างดำเนินโครงการ

6. รวมกลุ่มใหญ่ เพื่อประเมินภาวะ BMI วัดรอบเอว รอบสะโพก ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (DTX)

และวัดความดันโลหิตสูงและสรุปผลการเรียนรู้ ประเมินสุขภาพหลังจากเข้าร่วมโครงการ 1 ปี มอบรางวัลแก่ผู้ที่สามารถปฎิบัติตัวเพื่อป้องกันภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยการสามารถ ลดระดับ DTX ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ จนไม่มีภาวะเสี่ยง โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่ และอสม.เป็นสักขีพยานในครั้งนี้

 4. วันและสถานที่

4.1 ระยะเวลาดำเนินโครงการ ต.ค. 2549 – ส.ค. 2550

4.2 สถานที่

- ถ่ายทอดประสบการณ์ จากผู้ที่เป็นกลุ่มเบาหวานและความดันโลหิตสูง และรับฟังความรู้

จากสหวิชาชีพ 1 วัน ณ ห้องประชุม………….  อำเภอ.............. จังหวัด...........................

- เข้ากลุ่มย่อย แบ่งตามหมู่บ้าน ( 3 เดือน / ครั้ง ทำ 2 ครั้ง )

- สรุปผลการดำเนินงานการจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และมอบรางวัลผู้ดูแลสุขภาพดี 

ณ ห้องประชุมโรงเรียนกุดดินจี่พิทยาคม อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู

 

5. กลุ่มเป้าหมาย

- ประชากรกลุ่มเสี่ยง ( จากผลการคัดกรองภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูง พบมีระดับน้ำตาลใน

เลือด 110 – 125 mg% หรือมีระดับความดันโลหิต > 130/80 – 139/89 Hg หรือมีค่าBMI ≥25 kg/M2 ) ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีอนามัยนา...................จำนวน 80 คน

- กลุ่มทุนทางสังคม(ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง)

 7. ผลสัมฤทธิ์

- กลุ่มเสี่ยงเกิดความตระหนักในโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

- กลุ่มเสี่ยงมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูง

8. ตัวชี้วัดความสำเร็จเชิงคุณภาพของโครงการและวิธีการวัดผล

8.1 ตัวชี้วัด

- ร้อยละ 80 ของประชากรกลุ่มเสี่ยงที่เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง

ต่อการเกิดภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูง

- ร้อยละ 60 ของประชากรกลุม่ เสี่ยงที่เข้ารว่ มโครงการ สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ

เบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ (มีค่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงน้อยกว่า 110 mg% มีค่าความดันโลหิต≤ 120/80 mmHg และมีค่า BMI <25 kg/M2 )

8.2 วิธีการวัดผล

- จากการสังเกต การซักถามระหว่างการอบรมและจากการตรวจแบบสอบถามของกลุ่มเสี่ยงที่

เข้ารับการอบรม

- จากผลการตรวจสุขภาพของประชากรกลุ่มเสี่ยงระหว่างดำเนินโครงการ 2 ครั้ง

 

จากการทบทวนวรรณกรรม…..การป้องกันเบาหวานต้อง

1 ออกกำลังกาย มากกว่า 150 นาที ต่อ สัปดาห์

2 ลดอาหารไขมันสูง

3 เพิ่มอาหารเส้นใยสูง

4 ลดน้ำหนักลงร้อยละ 7 ถ้า BMI> 25

ต้องประกันว่า 4 อย่างนี้ ทำได้  การป้องกันเบาหวานจะได้ผลประมาณ ร้อยละ 58

ดังนั้น  ต้องใส่กิจกรรม  ที่เข้มแข็ง เพื่อบรรลุกลยุทธ์ 4 ข้อนั้น

 

 999999999999999999999999999999999999

88888888888888

7777777777777777777777777777777777777777777777777777777777777

(ตัวอย่าง) โครงการหมอครอบครัวเพื่อผู้ป่วยเรื้อรังและผู้พิการในชุมชน

ตำบลหลุ่งประดู่ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา

 

หลักการและเหตุผล

               จากการสำรวจพบว่า ประชาชนในเขตตำบลหลุ่งประดู่มีปัญหาด้านสุขภาพและมีวิธีดูแลสุขภาพของตนเองและของครอบครัวยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งปัญหาสุขภาพที่สำคัญของครอบครัว ได้แก่การเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นโรคไข้หวัด ปวดศีรษะ ปวดขา โรคกระเพาะ ปัญหาโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาสุขภาพที่มีผลกระทบต่อครอบครัวในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ ค่าใช้จ่าย และด้านจิตใจ ซึ่งวิธีการดูแลสุขภาพของครอบครัวเมื่อเกิดการเจ็บป่วย พบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ จะทราบวิธีการดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อยได้ดี นอกจากนี้ยังมีการดูแลที่ไม่ถูกต้อง เช่น การดูแลฟื้นฟูผู้พิการ เพื่อลดปัญหาแผลกดทับ การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เป็นต้น ทำให้เกิดปัญหาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ น้ำตาลในเลือดสูง หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งถ้ามีวิธีการดูแลที่ไม่ถูกต้องอาจส่งผลให้เกิดอันตรายหรือทำให้เกิดความพิการมากยิ่งขึ้น ทั้งที่สามารถป้องกันหรือรักษาได้

                ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากผู้ป่วยขาดความรู้ หมดกำลังใจ ท้อแท้ผู้ดูแลขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือชุมชนขาดแนวทางในการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู และจากข้อมูลพบว่า ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้พิการที่ถูกส่งตัวกลับมารักษาตัวต่อที่บ้านจากโรงพยาบาล จึงมักเกิดปัญหาว่ามีวิธีการดูแลที่ไม่ถูกต้อง ผู้พิการเกิดความพิการมากขึ้น เกิดแผลกดทับมากขึ้น ต้องเสียเงิน เสียเวลา พากลับไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลเหมือนเดิม

ดังนั้น ถ้าหากมีการส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนและครอบครัวสามารถดูแลตนเองได้และมีระบบการเฝ้าระวัง ดูแลปัญหาสุขภาพของผู้ป่วยเรื้อรังและของผู้พิการ เพื่อลดอันตรายหรือเพื่อลดความพิการที่อาจเกิดขึ้น

ตำบลหลุ่งประดู่ มีสถานบริการสุขภาพ เป็นสถานีอนามัย 1 แห่ง จำนวนหมู่บ้านรับผิดชอบ 15 หมู่บ้าน จำนวนประชากร 11,340 คน มีบุคลากรสาธารณสุข 2 คน เป็นนักวิชาการสาธารณสุข 1 คน รักษาการหัวหน้าสถานีอนามัย พยาบาลวิชาชีพ 1 คน ลูกจ้างชั่วคราว 4 คน อสม. 168 คน โรงเรียน 7 แห่ง วัด 1 วัด

 ข้อมูลผู้ป่วยเรื้อรังและผู้พิการมีดังนี้

1. ผู้พิการ จำนวน 74 คน

2. ผู้ป่วยเบาหวาน จำนวน 168 คน

3. ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน 40 คน

4. ผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง จำนวน 38 คน

5. ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว จำนวน 20 คน

ซึ่งจะเห็นได้ว่า จำนวนบุคลากรสาธารณสุขมีไม่เพียงพอแก่การให้บริการโดยเฉพาะการให้บริการในชุมชน ซึ่งพบว่ายังมีปัญหาสุขภาพอีกมากมายที่ยังเข้าไปไม่ถึง แต่เนื่องจากยังมีองค์กรต่าง ๆ ในชุมชน อีกมากมายที่ถ้าได้มีการพัฒนาศักยภาพ ให้สามารถดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้พิการในชุมชนได้ น่าจะเป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถทำได้และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้ป่วยและผู้พิการ

ดังนั้น โครงการนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ของครอบครัวในการดูแลสุขภาพของตนเอง โดยมีบุคลากรสาธารณสุขเป็นพี่เลี้ยง

 วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้พิการในชุมชนได้รับการดูแลเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และฟื้นฟูร่างกาย ได้อย่าง

ถูกต้องตามเกณฑ์ โดยแกนนำที่ผ่านการอบรม

  1. เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยและผู้พิการในชุมชนให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของตนเอง และความรู้

ในเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเอง เพื่อลดอันตรายและลดความพิการให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

3. เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในเรื่องการจัดการปัญหาสุขภาพของคนในชุมชน

4. เพื่อให้แกนนำหมอครอบครัว ได้รับการอบรมฟื้นฟูความรู้ ในเรื่องการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยและผู้

พิการในครอบครัวหรือในชุมชน เช่น การตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อดูภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูง หรือการวัดความดันโลหิตพร้อมกับวัดชีพจร หรือการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว อาจเป็นการจัดหา จัดทำอุปกรณ์ช่วยเหลืออย่างง่าย หรือจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือประจำหมู่บ้าน พร้อมกับการประเมินภาวะเสี่ยงของผู้ป่วยเพื่อการส่งต่อในลำดับต่อไป

 ขั้นตอนและวิธีดำเนินงาน

1. สำรวจข้อมูลผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง และผู้พิการที่มีปัญหา

2. เตรียมชุมชน ประชาคมให้ชาวบ้านได้รับทราบถึงแผนงาน / โครงการ

3. คัดเลือกผู้ดูแลสุขภาพในชุมชน หมอครอบครัว โดยคัดเลือกมา หมู่บ้านละ 5 คน

4. จัดการประชุม / อบรมกลุ่มเป้าหมายผู้ป่วยเรื้อรังและผู้พิการโดยใช้กระบวนการ AIC เพื่อรวบรวม

ปัญหา จัดกลุ่ม ละร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา

5. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่หมอครอบครัว จัดการอบรมเป็น 3 รุ่น โดยจัดให้มีการฝึกปฏิบัติจริงใน

ชุมชน โดยบุคลากรจากสหวิชาชีพ

6. จัดทำคู่มือการดูแลผู้ป่วย / ผู้พิการ ตามเกณฑ์

7. กำหนดให้มีหมอครอบครัวหมู่บ้านละ 5 คน เป็นผู้ดูแลตามคู่มือ ถ้าพบว่าเกินความสามารถต้องมีการ

ประสานกับ จนท . สอ. ทุกครั้ง

8. จัดทำแบบประเมินผลการติดตามดูแลของหมอครอบครัว

9. จัดหาอุปกรณ์ในการดูแลผู้ป่วย เช่น เครื่องวัดความดัน เครื่องมือตรวจน้ำตาลในเลือด

10. จัดหาอุปกรณ์กายภาพหรืออุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ พร้อมกับสาธิตการทำอุปกรณ์ช่วยเหลืออย่างง่าย

11. ติดตามประเมินผลการดำเนินงานจากหมอครอบครัว ปีละ 3 ครั้ง

12. สรุปผลการดำเนินงานตามโครงการ

 

เป้าหมายการดำเนินงาน

1. ผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีปัญหาในการควบคุมผลให้อยู่ในระดับปกติ

2. ผู้พิการด้อยโอกาสที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหว ขาดผู้ดูแล

3. ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว

4. หมอครอบครัว หมู่บ้านละ 5 คน 15 หมู่บ้าน รวมเป็น 75 คน

 ระยะเวลาดำเนินการ

1 กุมภาพันธ์ 2550 - 30 กันยายน 2550

 ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. ผู้ป่วยและผู้พิการในชุมชนมีความรู้และมีกำลังใจในการดูแลสุขภาพของตนเอง

2. หมอครอบครัวสามารถดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้พิการในชุมชนได้

3. ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของประชาชน

4. อัตราความรุนแรงของโรคลดลง อัตราความพิการลดลง

 แนวทางการนำนวัตกรรมที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้ได้จริง

นวัตกรรมนี้เป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนของตนเอง เนื่องจากการดูแลสุขภาพของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อาจทำได้ไม่ทั่วถึงและเต็มที่ โดยผลลัพธ์ที่ได้ถึงแม้จะมีผลของความสำเร็จไม่มาก แต่ถ้าถ้ามีผู้ป่วยหรือผู้พิการที่มีอัตราความรุนแรงหรือมีอัตราความพิการลดลง แม้เพียง 1 ราย ก็ย่อมถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว  นับว่านวัตกรรมนี้มีประโยชน์และสามารถนำไปขยายผลในเรื่องอื่น ๆ ได้ต่อไป

 ผู้รับผิดชอบโครงการ

สถานีอนามัยหลุ่งประดู่ ชมรม ผู้ป่วยเบาหวาน ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมผู้พิการ ตำบลหลุ่งประดู่ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา

 

 

 

 (ตัวอย่าง)

 โครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปาก

ภายใต้โครงการโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัว

 งบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  ปี 2550

.....................................

หลักการและเหตุผล

                จากแนวคิดระบบบริการคุณภาพโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัวที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการบริการสุขภาพพื้นฐานในงานอนามัยแม่ละเด็ก  โดยเริ่มตั้งแต่การดูแลครรภ์เพื่อให้การตั้งครรภ์และการคลอดอย่างมีคุณภาพ มารดาและทารกปลอดภัยปราศจากภาวะแทรกซ้อน และมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง   ต่อเนื่องถึงการดูแลเด็กในช่วงปฐมวัย เพื่อให้เด็กเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างเป็นองค์รวม ทั้งสุขภาวะทางกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา 

                การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในช่องปาก  เป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะทำให้เด็กมี

สุขภาพดี การป้องกันโรคฟันผุในเด็กควรเริ่มตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์      เพราะฟันน้ำนมของเด็กเริ่มสร้างและมีการสะสมแร่ธาตุเกือบสมบูรณ์ขณะอยู่ในครรภ์       ประกอบกับปัจจุบันมีหลักฐานที่สนับสนุนว่าการเป็นโรคปริทันต์มีผลต่อการเกิดภาวการณ์คลอดก่อนกำหนด    และเด็กน้ำหนักแรกเกิดน้อย  แม่ที่มีฟันผุจะมีเชื้อจุลินทรีย์ในปากจำนวนมาก ซึ่งเชื้อนี้สามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ทางน้ำลายและจากข้อมูลทางระบาดวิทยาของประเทศไทย  พบว่า  ช่วงอายุ  0-3  ปี   เป็นช่วงที่อัตราการเกิดฟันผุใน ฟันน้ำนมของเด็กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   และเป็นช่วงวัยสำคัญที่สุดในการป้องกันฟันผุ   เพราะวัยนี้          ถ้าช่องปากไม่สะอาด    จะเอื้อต่อการตั้งรกรากของเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้เกิดฟันผุอย่างรวดเร็ว  และมักจบลงด้วยการมีฟันผุทั้งปาก  แต่ถ้าช่วงวัยนี้ช่องปากสะอาด มีแนวโน้มว่าเด็กจะฟันผุน้อย หรือปราศจากฟันผุ

                การส่งเสริมสุขภาพช่องปากในเด็กปฐมวัยที่สำคัญในช่วงนี้ ได้แก่ การควบคุมอาหารหวานและการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ วันละ 2 ครั้ง   ควบคู่ไปกับการป้องกันโรคฟันผุโดยเน้นการตรวจคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงต่อฟันผุ เพื่อทาฟลูออไรด์ความเข้มข้นสูง  เช่น  ฟลูออไรด์วาร์นิช    การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันฟันผุในเด็กต้องดำเนินการร่วมกันระหว่างทันตบุคลากร และบุคลากรที่ปฏิบัติงานในคลินิกสุขภาพเด็กดี ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีโอกาสพบเด็กและพ่อแม่เป็นระยะสม่ำเสมอและเป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงต่อฟันผุ เพื่อส่งต่อไปรับบริการป้องกัน รวมทั้งการให้คำแนะนำพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็กในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กอย่างเหมาะสม 

 วัตถุประสงค์

            1.  เด็กอายุ 0-3 ปี  ที่มารับบริการในคลินิกสุขภาพเด็กดีได้รับการตรวจช่องปาก

            2.  พ่อ แม่ ผู้เลี้ยงดูเด็กได้รับคำแนะนำ สาธิต ในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก

            3.    ประเมินระบบการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคฟันผุในเด็กปฐมวัยภายใต้

                    โครงการโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัว

เป้าหมาย

            1. เด็กอายุ  9 - 12 เดือนได้รับการตรวจช่องปาก ร้อยละ 50    ( 400,000 คน)

            2. พ่อ แม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก  อายุ 9-12  เดือน ได้รับคำแนะนำ สาธิต ในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก

                ร้อยละ  50  ( 400,000 คน)

 กิจกรรมการดำเนินงาน และงบประมาณ

จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ   จำนวน   5,000,000  บาท

  1. จัดทำแนวทางการให้คำแนะนำ การดูแลสุขภาพช่องปากในคลินิกฝากครรภ์และคลินิกเด็กดีบูรณาการในคู่มือปฏิบัติงานโครงการโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัว
  2. จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ ในการสาธิต การแปรงฟันแก่ พ่อ แม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก

-  แปรงสีฟันเด็กอายุ 0-3 ปี จำนวน 400,000 ด้าม x 4 บาท                    1,600,000   บาท

-  ยาสีฟันสำหรับเด็ก ขนาด 40 กรัม จำนวน  100,000 หลอด x 13 บาท   1,300,000   บาท

-  โปสเตอร์ สาธิตการแปรงฟัน                                                                    115,000   บาท

  1. สร้างการมีส่วนร่วม ในการจัดบริการ  ด้วยการประกวดภาพถ่ายกิจกรรมสาธิตการแปรงฟัน                       แก่ พ่อ แม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก

-  ประชาสัมพันธ์ ผ่านจดหมายข่าว                                                                30,000    บาท

-  ตั้งคณะกรรมการและตัดสินภาพถ่าย                                                          20,000    บาท

-  เงินรางวัล การประกวด                                                                         105,000    บาท

                        รางวัลที่ 1  จำนวน 1 รางวัล                                              20,000    บาท

                        รางวัลที่ 2  จำนวน 1 รางวัล                                             15,000   บาท

                        รางวัลที่ 3  จำนวน  1 รางวัล                                          10,000   บาท

                        รางวัลชมเชย  20  รางวัล ๆ ละ 3,000 บาท     เป็นเงิน                60,000  บาท

      -  ติดตามผลการดำเนินงาน                                                                  80,000  บาท

      -  จัดทำหนังสือรวมเรื่องเล่าการสาธิตแปรงฟัน                                             100,000  บาท

      -  จัดส่งวัสดุอุปกรณ์                                                                          50,000  บาท

      4.   ประเมินระบบการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคฟันผุ

-   ประชุมเตรียมการประเมิน 1 ครั้ง                                                         20,000   บาท

-  โอนให้ สสจ. 75 จังหวัดเพื่อประเมิน CUP

    ( CUP ละ 1,000 บาท  สสจ. 5,000 บาท)                                          1,261,000  บาท

-  รวบรวมผลการประเมินในระดับ จังหวัด                                                19,000   บาท

-  ประชุมสรุปผลการดำเนินงาน                                                       300,000  บาท

 

ระยะเวลา     เมษายน –  กันยายน 2550

 แผนการดำเนินงาน

       กิจกรรม

                  

                       ระยะเวลา

เมย

พค.

มิย

กค

สค.

กย

1.จัดทำแนวทางการให้คำแนะนำ การดูแลสุขภาพช่องปากใน

 

 

 

 

 

 

    ANC   และ  WBC   บูรณาการในโครงการโรงพยาบาล 

    สายใยรัก แห่งครอบครัว

 

 

 

 

 

 

2. จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ในการสาธิตการแปรงฟัน

 

 

 

 

 

 

3. จัดทำโครงการประกวดภาพถ่าย จุดประกายฟันดี

 

 

 

 

 

 

     3.1  ประชาสัมพันธ์ผ่านจดหมายข่าว (CUP 900  แห่ง)

 

 

 

 

 

 

     3.2   ตั้งคณะกรรมการและการตัดสินภาพ

 

 

 

 

 

 

     3.3   ตั้งคณะทำงาน

 

 

 

 

 

 

     3.4   กำหนดเปิดรับภาพถ่าย

 

 

 

 

 

 

     3.5   ตัดสินภาพถ่าย

 

 

 

 

 

 

     3.6   ติดตามผลการประกวด 4 จังหวัด

 

 

 

 

 

 

     3.7   จัดทำหนังสือประกวดภาพถ่าย จุดประกายฟันดีตอน   สาธิตการแปรงฟัน

 

 

 

 

 

 

4. ประเมินระบบการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

 

 

 

 

 

 

    4.1   ประชุมเตรียมการประเมิน

 

 

 

 

 

 

    4.2   สนับสนุนงบประมาณแก่จังหวัดเพื่อประเมิน  CUP

 

 

 

 

 

 

    4.3   เก็บรวบรวมผลการประเมิน

 

 

 

 

 

 

    4.4   ประชุมสรุปผลการประเมิน

 

 

 

 

 

 

 

ผู้รับผิดชอบ

    กลุ่มสร้างเสริมทันตสุขภาพ กองทันตสาธารณสุข   กรมอนามัย

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

        เด็กปฐมวัยมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างเป็นองค์รวม ทั้งสุขภาวะทางกาย  อารมณ์  สังคม   สติปัญญา และได้รับการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างมีประสิทธิภาพ  ส่งผลให้เด็กมีสุขภาพที่ดี

 





Online: 2 Visits: 146,939 Today: 56 PageView/Month: 3,429